Showing posts with label มีสุขรอบรู้. Show all posts
Showing posts with label มีสุขรอบรู้. Show all posts

มีสุขรอบรู้ : Your foodfact

“ ขนมถุง ผู้ร้ายเต็มซอง ”



หลายบ้านมักจะชอบใช้ขนมเป็นตัวช่วยเลี้ยงลูก.. 

ทั้งเวลาที่ลูกงอแงไม่ยอมไปโรงเรียน หรือเวลาที่ลูกไม่ยอมกินข้าว ก็จะขู่ไม่ให้กินขนม เป็นต้น แต่รู้มั้ยคะ? ว่าเจ้า “ขนมถุง” ทั้งหลายที่เรามักจะซื้อให้ลูกกิน คือ ผู้ร้ายตัวฉกาจที่เป็นภัยต่อสุขภาพเด็ก ดีดีนี่เอง

โดยผู้ร้ายเจ้าประจำก็คือ “น้ำตาล” เพราะขนมส่วนใหญ่ที่เด็กกินมักจะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมซะส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ 80.86 ทั้งน้ำตาลทราย น้ำผลไม้ กลูโคส กลูโคสไซรับ ซึ่งพอกินหลายๆถุงเข้า เด็กอาจได้รับปริมาณน้ำตาลที่มากเกินความต้องการ (เด็กอายุ 1-9 ปี ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน) เช่น ในขนมวุ้นเจลาตินรสต่างๆ 1 ซอง ก็มีน้ำตาลมากถึง 28 กรัมแล้ว

นอกจากผู้ร้ายอย่าง “น้ำตาล” ในขนมถุงบางชนิดยังมี ผงชูรส เกลือ และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมัน Trans Fat ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อร้ายแรงต่างๆมากมาย ไหนจะสีปรุงแต่งอาหารที่องค์การอาหารและยาได้กำหนดให้เป็นสารอาหารที่ต้องระวังไม่ให้กินมากเกินอีกด้วย

ทั้งนี้มีรายงานตัวอย่างเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการกินน้ำตาลมากเกินควร เป็นเด็กอายุ 5 ปี แต่มีน้ำหนักเพียง 14 กิโลกรัม ขาดสารอาหาร ปวดท้องบ่อย และถ่ายแข็ง โดยพบว่าเป็นเด็กมีพฤติกรรมการกินอาหารหลักได้น้อย แต่กินขนมถุงถึงวันละ3-4 ถุง น้ำอัดลม 1 ขวดทุกวัน และยังชอบอมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่งอีกด้วย

สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามไม่ให้เด็กกินขนมค่ะ แต่เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องรู้จัก “เลือก” ขนมที่ปลอดภัยให้กับเด็ก โดยอ่านจากฉลาก ดูส่วนประกอบต่างๆ หรือเลือกของกินเล่นที่มีคุณค่า เช่น ผลไม้สด นมจืด ถั่วไม่เคลือบน้ำตาล ธัญพืชต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับน้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ต่างๆจากธรรมชาติ และใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

สร้างวินัยการกินที่ดีให้กับเด็ก เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกนะคะ



** ขอบคุณข้อมูลจาก : ทพญ. บุปผา ไตรโรจน์ 

มีสุขรอบรู้ : Your foodfact ตอนที่ 2

สุขภาพและไอคิวเด็กไทยจะดีขึ้น 
ช่วยกันหนุน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก




ตอนที่ 2
ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีผลอย่างไร  แม่นมผงจะเดือดร้อนหรือไม่ ?  จะยังสามารถหาซื้อนมผงได้ไหม?

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ห้ามการขายนมผง จะยังสามารถหาซื้อนมผงได้จากร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ฯลฯ ไม่ต่างจากในตอนนี้ แต่สิ่งที่กฎหมายห้ามคือ ห้ามบริษัททำการส่งเสริมการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กอายุ 0-3 ปี ซึ่งหมายความว่า ห้ามโฆษณาตามสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ห้ามแจกตัวอย่างนมผง เช่น การแจกตัวอย่างนมผงให้แม่หลังคลอด หรือเมื่อไปแจ้งเกิด ห้ามการส่งเสริมการขาย เช่น แจกของขวัญ หรือสิ่งจูงใจต่างๆ ให้แก่หญิงตั้งครรภ์ แม่และครอบครัวของทารกและเด็กเล็ก การลดราคา การขายพ่วง ห้ามติดต่อกับแม่ เพื่อสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การให้ Call center โทรศัพท์ไปหาแม่หลังคลอด การจัดอีเวนท์ต่างๆ

นอกจากนี้ กฎหมายจะมีผลในการห้ามให้ของขวัญหรือสิ่งจูงใจอื่นๆ แก่บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขด้วย


***ร่างกฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าเด็กทุกคนต้องกินนมแม่ถึง 3 ปี และไม่ได้ห้ามแพทย์แนะนำการใช้นมผงให้แก่ผู้ปกครองของเด็กที่มีเหตุผลบ่งชี้ว่าควรได้รับอาหารอื่นนอกจากนมแม่ แต่เป็นการปิดช่องโหว่ที่บริษัทใช้ในการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อหาวิธีส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็กเล็ก ***

ใครได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้?
กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ต่อแม่และเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเลือกกินนมแม่หรือนมผง เพราะเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับทั้งนมแม่และนมผง ผ่านบุคลากรทางการแพทย์ ก็จะสามารถไม่ถูกชี้ชวนให้เข้าใจผิดด้วยการโฆษณาหรือการส่งเสริมการตลาดอื่นๆ




มีสุขรอบรู้ : Your foodfact ตอนที่ 3

เพราะการกินดีต้องเริ่มต้นตั้งแต่ แรกเริ่ม 
อาหารสำหรับทารกและเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ 
สุขภาพและไอคิวเด็กไทยจะดีขึ้น 

มาช่วยกันหนุน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก



ตอนที่ 3 
ข้อห้ามต่าง ๆของกฎหมายนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้ข้อมูลไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบโภชนาการและปิดกั้นโอกาสของเด็ก จริงหรือไม่?

การโฆษณา ไม่ได้สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม และครบถ้วนเกี่ยวกับโภชนการของทารก โฆษณาแต่ละชิ้นถูกออกแบบขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ซื้อสินค้า จึงยกข้อมูลแค่ส่วนเล็กๆส่วนเดียวมาเป็นจุดขาย เพื่อดึงดูดให้แม่และครอบครัวเข้าใจว่า นมผงยี่ห้อนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยเติบโตและพัฒนาได้อย่างดีที่สุด แต่ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น เช่น ภูมิคุ้มกัน หรืออธิบายว่าสารต่างๆที่เติมเข้าไป ไม่เหมือนกับสารอาหารตามธรรมชาติที่อยู่ในนมแม่

**  แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขควรเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านโภชนาการ ไม่ใช่ได้จาก การโฆษณาหรือการตลาด

การดูแลด้านโภชนาการเด็กนั้น แม่และครอบครัวควรจะได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ควรเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ หากแม่และครอบครัวไม่สามารถให้นมแม่ได้ หรือตัดสินใจแล้วว่าจะให้ลูกกินนมผง แพทย์และบุคลากรก็จะแนะนำวิธีใช้นมผงอย่างถูกต้องให้ ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะไปเลือกซื้อสินค้าอื่นที่ไม่เหมาะกับเด็ก เช่น นมข้นหวาน นอกจากนี้ ผู้บริโภคสามารถอ่านดูข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์ หรือติดต่อไปที่บริษัทนมเพื่อขอข้อมูลได้





มีสุขรอบรู้ : Your foodfact ตอนที่ 4

เพราะการกินดีต้องเริ่มต้นตั้งแต่ แรกเริ่ม 
อาหารสำหรับทารกและเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ 
สุขภาพและไอคิวเด็กไทยจะดีขึ้น 

มาช่วยกันหนุน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก




ตอนที่ 4
ทำไมร่าง พ.ร.บ.นี้ ต้องควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุ 1-3 ขวบขึ้นไป   ควบคุมเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับทารกแรกเกิดถึง 12 เดือนเท่านั้นไม่เพียงพอหรือ?

ร่างพ.ร.บ. นี้ ต้องการคุมการส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์ถึง 3 ปี ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลว่า นมแม่มีประโยชน์ต่างๆ ต่อเด็กมากกว่าแค่ในช่วง 6 เดือนแรกหรือปีแรก และเด็กควรได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยจนอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้นเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลสำคัญด้านตลาดด้วย คือการป้องกันการส่งเสริมการขายแบบข้ามชนิด (Cross promotion) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่บริษัทใช้ในการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม

ที่ผ่านมา แม้ว่า อย. จะได้ห้ามการโฆษณานมผงสำหรับทารก แต่ยังไม่มีการห้ามโฆษณานมสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป หรือที่เราเห็นในท้องตลาดว่าคือ นมสูตร 3ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่สำคัญ ให้บริษัทต่างๆ ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์นี้ โดยทำให้รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ของทุกๆ สูตรให้คล้ายกัน และใช้ชื่อยี่ห้อที่คล้ายกันมาก มีการใช้สโลแกน สัญลักษณ์ และแมสคอตเดียวกัน และใช้เลข 1-2-3 บนกล่องเพื่อแสดงให้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เพราะตั้งใจเพื่อให้การส่งเสริมการตลาดของนมสูตร 3 ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจว่าโฆษณานมสูตร 1 และ 2 ไปด้วย 

งานวิจัยจากประเทศออสเตรเลียพบว่า การโฆษณานมผสมสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปในนิตยสาร แม่จะคิดว่าเป็นโฆษณาสำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารกหรือนมสูตร 1 เพราะสามารถจดจำชื่อและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกันได้  งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการขายของผลิตภัณฑ์แบบใด ก็ส่งผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของแม่ทั้งสิ้น 


ดังนั้น หากจะห้ามการส่งเสริมการตลาดของนมสำหรับทารก 0-1 ปีเพียงอย่างเดียว และปล่อยให้มีการโฆษณานมสำหรับเด็ก 1-3 ปีต่อไป กฎหมายก็จะไม่ทำให้เกิดความแตกต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้นัก ทำให้วัตถุประสงค์ของร่างพรบ.นี้ ที่ต้องการควบคุมวิธีการส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์นมผง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ


ร่างกฎหมายนี้จะซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย จริงหรือไม่
ข้อเท็จจริงร่างกฎหมายนี้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน
หากกฎหมายส่งผลให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น ครอบครัวจะประหยัดค่าใช้จ่าย เงินที่ถูกใช้ซื้อนมผงกว่าหมื่นล้านบาท จะกลายเป็นเงินที่ครอบครัวสามารถนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้

มีการใช้หลักฐานจากงานวิจัยระดับโลกเรื่องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนมแม่ มาวิเคราะห์คำนวณว่า หากเด็กทุกคนในประเทศไทยได้รับนมแม่
ประเทศไทยจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเด็กที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและปอดบวมถึง 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือกว่า 260 ล้านบาทด้วย

ประเทศไทยจะสามารถป้องกันการเสียโอกาสของการพัฒนาสมอง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 192.6 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 6.8 พันล้านบาทต่อปี เนื่องจากงานวิจัยต่างๆ ชี้ว่า นมแม่สามารถเพิ่มไอคิวได้ถึงเกือบ 3 จุด

ดร.บวรสรรค์ เจี่ยดำรง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณชี้ว่าเมื่อไม่มีการส่งเสริมการตลาดนมผงก็ควรจะต้องถูกลงถึง 20-25%อีกด้วย

มีสุขรอบรู้ : Your foodfact ตอนที่ 1

สุขภาพและไอคิวเด็กไทยจะดีขึ้น 
ช่วยกันหนุน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก




ตอนที่ 1
มารู้จัก กฎหมายฉบับนี้กัน!

ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก อ้างอิงมาจากหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ (International Code of Marketing of Breast milk Substitutes, จากนี้ จะเขียนย่อว่า Code) ซึ่งสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) และประเทศสมาชิกได้ประกาศรับหลักเกณฑ์ตั้งแต่ปีพ.ศ.2524  Code นี้กำหนดไว้เพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคนที่ควรได้รับโอกาสให้ได้กินนมแม่ ซึ่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก และเพื่อปกป้องสิทธิของแม่ ให้มั่นใจว่าเมื่อจำเป็นต้องใช้อาหารอื่นแทนนมแม่ แม่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนผ่านวิธีการตลาดที่เหมาะสม

สมัชชาอนามัยโลกได้มีมติว่า ทุกประเทศควรทำ Code ให้เป็นกฎหมายของประเทศตนเอง เพื่อให้บังคับใช้ได้อย่างจริงจัง ปัจจุบันมีกว่า 80 ประเทศทั่วโลกได้ทำให้หลักการของ Code ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดให้เป็นกฎหมาย

ที่ผ่านมา ในประเทศไทย มีหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก ตั้งแต่ปี พ.ศ 2527 และปรับปรุงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2551 แต่ว่าเป็นเพียงแนวปฏิบัติ ไม่ได้เป็นกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้และมีบทลงโทษ การละเมิดหลักเกณฑ์จึงยังมีอยู่อย่างแพร่หลาย จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องทำให้หลักเกณฑ์นี้เป็นกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างจริงจัง

บริษัทนมทำโฆษณาและการตลาดล้ำเส้นมาโดยตลอด ละเมิดอย่างไรบ้าง ?




เมื่อการตลาดล้ำเส้น เกิดผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของเด็กไทยอย่างไร ?
การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์นมผง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของไทยต่ำเพียงร้อยละ 12.3 เท่านั้น ถือว่าต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าควรอยู่ในอัตราร้อยละ 50 %

มีการวิเคราะห์ว่าหากเด็กไทยทุกคนได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ จะสามารถป้องกันการสูญเสียรายได้ถึง 6,818 ล้านบาทต่อปี จากความสามารถของสมองที่เพิ่มขึ้น และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเด็กที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและปอดบวมถึง 269 ล้านบาท

องค์การอนามัยโลกยืนยันชัดเจนถึงอิทธิพลของการส่งเสริมการตลาดที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้แม่หยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร รวมถึงให้อาหารเสริมก่อนลูกอายุ 6 เดือนอีกด้วย

มีสุขรอบรู้ : Your foodfact

“เลือกกินผลไม้อย่างไร ห่างไกลเบาหวาน”



หลายคนหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทนขนมเพื่อสุขภาพ แต่ก็ยังไม่วายน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงเป็นเบาหวานอยู่ดี ทำไมกันนะ??

ถึงแม้ว่าผลไม้จะมีรสหวานธรรมชาติ และมีน้ำอยู่มากถึงร้อยละ 60-96 ทำให้น้ำตาลที่มีอยู่นั้นเจือจางลง แต่หากเรากินในปริมาณที่มากเกินไป แถมยังเลือกกินแต่ผลไม้ที่มีรสหวานจัด ก็จะทำให้เราอ้วน และเสี่ยงต่อโรคได้ไม่ต่างจากการกินขนมเลย ดังนั้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ ห่างไกลจากโรคเบาหวาน จึงควรเลือกกินผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัดจะดีที่สุด


มาดูกันว่าผลไม้แต่ละชนิดในปริมาณ 100 กรัม จะมีน้ำตาลต่างกันมากน้อยแค่ไหน



ผลไม้

น้ำตาล
ปริมาณรวม
(กรัม)
ฟรุคโตส (กรัม)
กลูโคส (กรัม)
ซูโคส (กรัม)
กล้วย
2.0
6.0
10.0
18.0
องุ่น
6.9
8.1
0.0
15.0
แอปเปิ้ล
6.2
2.6
1.9
10.7
ส้ม
1.1
1.5
6.0
8.6
เชอร์รี่
4.6
3.8
0.0
8.4
สาลี่
4.5
1.9
1.2
7.6
แตงโม
3.4
0.7
3.1
7.2
สตรอเบอรี่
1.6
1.4
0.1
3.1


** แสดงปริมาณน้ำตาลในผลไม้ 100 กรัม **

มีสุขรอบรู้ : Your foodfact

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจด้วย?


“รู้หรือไม่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากจะมีประโยชน์ในแง่สุขภาพแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นอีกด้วย ??”




                ปัจจุบันมีหลักฐานชัดเจนที่ชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อสุขภาพของเด็ก และต่อเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพราะการเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นสามารถช่วยเด็กนับแสนคนให้มีชีวิตรอดปลอดภัย และยังช่วยประหยัดงบประมาณในแต่ละปีได้ถึงหลายแสนล้านดอลลาร์
                แต่ถึงอย่างนั้นทั่วโลกก็ยังขาดการลงทุนด้านนโยบายและการดำเนินงานที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดังนั้นเพื่อจะบรรลุเป้ าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2030 การเพิ่มการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่ง่ายและคุ้มทุนต่อการผลักดันสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยการศึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของ The Lancet ชุดบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The Lancet  พบว่า  การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับปานกลางและต่ำ จะสามารถช่วยชีวิตเด็กกว่า 820,000 รายต่อปี ซึ่งเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือนถึงร้อยละ 87  และระยะเวลาในการให้นมแม่ที่นานขึ้นนั้นก็มีความสัมพันธ์กับระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ที่เพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเรียน และเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานและประกอบอาชีพได้นานขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้หญิงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นาน 1 ปี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ถึงร้อยละ 6 อีกด้วยค่ะ